|
|
| |
|
"วิถีกวนอิมไม่ใช่ศาสนา
อย่างไรก็ตามทุกศาสนาล้วนกำเนิดจากวิถีกวนอิม
ขณะนี้มีศาสนาอยู่ในโลกนี้มากมายเกินไปอยู่แล้ว
ฉันไม่อยากจะเติมเพิ่มไปอีกศาสนาหนึ่งในรายการ
ฉันมิได้มีความตั้งใจเช่นนั้นมาแต่แรก มิฉะนั้นฉันคงทำมาตั้งนานมาแล้ว
มันคงดีที่จะได้ยินคนเอ่ยถึงท่านว่าเป็น ผู้ก่อตั้งศาสนา
แต่ด้วยการบำเพ็ญวิถีกวนอิม เรากำลังหันกลับมาฟื้นคืนตัวตนเดิมแท้ของเรา
ศาสนาต่าง ๆ ทั่วไปแล้วจะเอ่ยถึงประสบการณ์ของคนในอดีตกาล เช่น พระเยซูคริสต์
เป็นต้น ประเด็นที่จะเอ่ยถึง
มักจะเป็นความสามารถหรืออำนาจเหนือธรรมชาติที่พระองค์ได้รับจากการบำเพ็ญทางจิตวิญญาณว่า
พระองค์กลับไปรวมตัวกับพระเจ้าอย่างไร
ว่าศิษย์ของพระองค์สำเร็จอะไรในระหว่างการบำเพ็ญ
และว่าในท้ายที่สุดพวกเขารวมตนกับพระเจ้าอย่างไร ในกรณีของพระศากยมุนีพุทธเจ้า
ประเด็นคือว่า พระองค์บรรลุอะไรจากการบำเพ็ญทางจิตวิญญาณ
ว่าพระองค์กลายเป็นพุทธะได้อย่างไร (เป็นอาจารย์ผู้รู้แจ้ง)
และว่าสานุศิษย์ของพระองค์ได้บำเพ็ญและกลายเป็นพุทธะในลักษณะเดียวกันได้อย่างไร
ทุกวันนี้วิถีกวนอิมของเรานั้นจะสอนให้เราเดินในสายทางเดียวกัน ดังนั้นทุก ๆ
ศาสนากำเนิดมาจากวิถีกวนอิม ผู้คนจะเรียกมันว่า ความเป็นคริสต์
เพราะพระเยซูคริสต์ได้มา ผู้คนจะเรียกมันว่า ความเป็นพุทธะ
เพราะพระพุทธเจ้าได้มา นี่คือวิธีที่ศาสนาจำนวนมากได้บังเกิดมา ฉันขอร้องท่าน
อย่าเรียกเราว่าศาสนาชิงไห่เมื่อฉันสิ้นชีวิตไปแล้ว! "
~ อนุตราจารย์ชิงไห่~ |
|
|
|
ฉันเคยอธิบายแล้วว่ามันไม่มีศาสนาใดมาแต่ต้น ก่อนพระพุทธเจ้าจะมาก็ไม่มีศาสนาพุทธ
ก่อนพระเยซูคริสต์มาก็ไม่มีศาสนาคริสต์
ก่อนพระมะหะหมัดมาก็ไม่มีศาสนาอิสลาม
ผู้รู้แจ้งทั้งมวลมาที่นี่เพื่อกระทำผ่านความประสงค์ของพระเจ้าและถ่ายทอดวิถีแห่งความหลุดพ้นนี้สู่ผู้คนซึ่งพร้อมที่จะกลับบ้าน
หลังจากที่เหล่าอาจารย์และสานุศิษย์ของท่านสิ้นชีวิตไป
ผู้คนในยุคสมัยต่อมาทราบเกี่ยวกับคำสอนของเหล่าอาจารย์นั้นเพียงเล็กน้อยยิ่งนัก
ดังนั้นสายธารก็ขาดสะบั้นไป
ผู้คนบูชาพระรูปหรือคำสอนทางวาจาโดยไร้พลังการถ่ายทอดจากจิตสู่จิต
ดังนั้นนาน ๆ ไปจึงเกิดศาสนาขึ้น อย่างไรก็ตาม วิถีกวนอิมเป็นวิถีที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นหนทางเดียวที่จะกลับบ้าน
ท่านมีทางเดียวที่จะนำท่านไปสู่บ้านของท่าน มันก็เป็นเช่นนั้น
~ อนุตราจารย์ชิงไห่~ |
| |
|
|
|
|
| |
การประทับจิต
: ธรรมวิถีกวนอิม |
|
|
|
อาจารย์ชิงไห่จะทำการประทับจิตเข้าสู่ธรรมวิถีกวนอิมให้แก่ผู้ที่มีความจริงใจที่ปรารถนาจะได้รู้จักสัจธรรม
คำภาษาจีนว่า
กวนอิม
หมายถึง การเพ่งแรงสั่นสะเทือนของเสียง ธรรมวิถีนี้มีการทำสมาธิต่อทั้งแสงภายในและเสียงภายใน ประสบการณ์ภายในเหล่านี้ได้รับการบรรยายไว้หลายครั้งหลายหน
ในหนังสือธรรมะของศาสนาต่างๆในโลกตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว |
|
|
|
ตัวอย่างเช่น
พระโพธิสัตว์มัญชูศรีได้กล่าวไว้ในศูรางคมสูตรว่า ธรรมวิถีนี่ดีเลิศ
สามารถนำเราไปสู่การรู้แจ้งได้ดีกว่าธรรมวิถีใดๆทั้งหมด
และในคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ก็มีกล่าวว่า
ในปฐมกาลก็มีพระวจนะอยู่แล้ว
และพระวจนะนั้นอยู่กับพระเจ้า
และพระวจนะนั้นก็คือพระเจ้า
(จอห์น
1:1)
พระวจนะนี้ก็คือเสียงภายใน
และมันยังถูกเรียกว่า
Logos, Shabd,
เต๋า,
กระแสเสียง,
นาม
หรือดนตรีแห่งสวรรค์
อาจารย์ชิงไห่กล่าวว่า
มันสั่นสะเทือนอยู่ภายในชีวิตทั้งมวล
และรักษาค้ำจุนทั้งจักรวาล
เสียงดนตรีภายในนี้จะสามารถรักษาบาดแผลทั้งหมดทุกอย่าง
,
สนองความปรารถนาทุกอย่าง
และดับความกระหายทั้งปวงทางโลก
มันทรงพลังและเป็นความรักทั้งหมด
เนื่องจากว่าเราถูกสร้างขึ้นจากเสียงนี้
การติดต่อกับมันจึงนำความสงบและความพอใจมาสู่หัวใจของเรา
หลังจากที่เราฟังเสียงนี้
เราจะเปลี่ยนแปลงไปหมด
การมองโลกของเราจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก |
|
|
|
"การประทับจิต" หมายถึง
การเริ่มต้นของชีวิตใหม่เข้ามาสู่แนวทางใหม่
หมายความว่าผู้เป็นอาจารย์ได้รับเธอ
ให้เข้ามาเป็นผู้หนึ่งในวงการของนักบุญ
เธอจะไม่ใช่ปุถุชนธรรมดาอีกต่อไป
เธอจะได้รับการยกระดับให้สูงขึ้น ในสมัยก่อนพวกเขาเรียกมันว่า "การล้างบาป" หรือ "การถืออาจารย์เป็นที่พึ่ง"
~ อนุตราจารย์ชิงไห่~ |
| |
|
|
|
|
| |
แสงและเสียงภายใน |
|
|
|
แสงภายใน
หรือ
แสงของพระเจ้า
ก็คือ
แสง
(light)
แบบเดียวกับที่พูดถึงในคำว่า
การรู้แจ้ง
(Enlightenment)
ความเข้มของแสงนี้สามารถจะมีได้ตั้งแต่ระดับแสงเรืองๆไปจนกระทั่งเป็นราวกับแสงที่สว่างเจิดจ้าของดวงอาทิตย์หลายล้านดวง
และโดยอาศัยแสงและเสียงภายในนี่เอง
ที่ทำให้เราได้รู้จักพระเจ้า
การประทับจิตเข้าสู่ธรรมวิถีกวนอิมไม่ได้เป็นพิธีที่ลึกลับ
หรือพิธีการเข้าสู่ศาสนาใหม่แต่อย่างไรเลย
ในระหว่างการประทับจิตจะมีการสอนเป็นการเฉพาะบางประการในการทำสมาธิถึงแสงภายในและเสียงภายใน
และท่านอาจารย์ชิงไห่จะเป็นผู้ถ่ายทอดธรรม
รสชาติครั้งแรกสุดของการมีอยู่ของพระเจ้านี้จะถูกมอบให้ในความเงียบ
ในการที่จะเปิดประตูนี้ให้แก่ท่านนั้นท่านอาจารย์ชิงไห่ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ที่นั่นด้วยตนเองก็ได้
การถ่ายทอดนี้เป็นส่วนที่สำคัญของธรรมวิถี แต่สำหรับเรื่องเทคนิควิธีการต่างๆ นั้นจะมีประโยชน์น้อยมากถ้าปราศจากพรของผู้เป็นอาจารย์ |
| |
|
เนื่องจากว่าเราอาจจะได้ยินเสียงภายในและได้เห็นแสงภายในทันที
ในขณะที่กำลังประทับจิต
เหตุการณ์นี้บางครั้งจึงถูกเรียกว่า
การรู้แจ้งฉับพลัน
หรือ
ในทันที |
| |
|
ท่านอาจารย์ชิงไห่จะรับทุกคน
ทุกสถานภาพ
โดยไม่เลือกเชื้อชาติศาสนา
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาหรือความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณี
ทุกคนจะไม่ถูกขอร้องให้เข้าร่วมองค์กรใดๆ
หรือให้ทำการใดๆ ที่ไม่เหมาะสมกับวิถีการดำรงชีวิตของตนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม
ทุกคนจะได้รับการขอร้องให้เป็นมังสวิรัติ
เงื่อนไขอย่างหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการรับการประทับจิตก็คือ
การให้คำมั่นสัญญาว่าจะรับประทานอาหารมังสวิรัติไปตลอดชีวิต |
| |
|
การประทับจิตจะถูกมอบให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
หลังจากประทับจิตแล้วทุกคนจำเป็นต้องปฏิบัติสมาธิแบบธรรมวิถีกวนอิมเป็นประจำทุกวัน
และต้องรักษาศีลห้าโดยตลอดด้วย
ศีลห้าจะเป็นเครื่องชี้แนวทางที่ช่วยให้ทุกคนไม่ทำร้ายหรือทำอันตรายต่อตนเอง
และสิ่งมีชีวิตอื่นใด
การบำเพ็ญปฏิบัติดังนี้จะทำให้ประสบการณ์ของการรู้แจ้งที่ได้รับในตอนต้นมีความลึกซึ้งและแข็งแรงมั่นคงขึ้น
และทำให้ผู้ปฏิบัติได้บรรลุถึงระดับที่สูงสุดของการตื่นขึ้นเป็นผู้ตื่น
หรือได้พบความเป็นพุทธะของตนเองในที่สุด
หากไม่บำเพ็ญปฏิบัติทุกวันการรู้แจ้งก็จะถูกลืมเลือนไป แล้วผู้นั้นก็จะกลับคืนสู่ระดับของจิตสำนึกของปุถุชนธรรมดาๆ |
| |
|
เป้าหมายของท่านอาจารย์ชิงไห่ก็คือการสอนให้เราพึ่งพาตนเอง
มีความเพียงพอโดยลำพังตนเอง ดังนั้น
ท่านจึงสอนธรรมวิถีที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง
โดยไม่ต้องมีผู้สนับสนุนหรือทรัพย์สินอุปกรณ์ต่างๆ
ท่านไม่ได้แสวงหาผู้มานับถือตาม หรือผู้มาเคารพบูชา หรือลูกศิษย์
ท่านไม่ได้ตั้งองค์กรที่จะต้องจ่ายค่าสมาชิก ท่านไม่รับเงินทอง,
การกราบไหว้บูชา หรือของขวัญบรรณาการอะไรจากผู้ใด
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องมอบสิ่งเหล่านี้แก่ท่าน |
| |
|
ท่านจะรับความจริงใจของทุกคนในการบำเพ็ญสมาธิและในการบำเพ็ญปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
เพื่อความก้าวหน้าไปสู่ความเป็นนักบุญของทุกคนเองท่านจะรับความจริงใจของทุกคนในการบำเพ็ญสมาธิและในการบำเพ็ญปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
เพื่อความก้าวหน้าไปสู่ความเป็นนักบุญของทุกคนเอง |
| |
|
|
| |
| |
ศีลห้า
|
| |
|
1.
ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
2.
ละเว้นจากการพูดเท็จ
หรือสิ่งที่ไม่เป็นความจริง
3.
ละเว้นจากการลักทรัพย์
หรือถือเอาสิ่งใดมาโดยไม่ได้รับการอนุญาต
4.
ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
5.
ละเว้นจากการดื่มสุรายาเมา
หรือเสพสิ่งที่เป็นพิษ
สิ่งเสพติดทั้งหลาย
ผู้รักษาศีลห้านี้
พึงสังวรว่าจะต้องเป็นผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติด้วย
(ดื่มนมได้)
*****
ไม่รับประทานไข่ *****
|
| |
|
|
| |
| |
|
"ผู้ที่ประเสริฐบริบูรณ์ก็คือ
ผู้ที่เป็นมนุษย์สมบูรณ์เต็มตัว
ผู้ที่เป็นมนุษย์เต็มตัวจะประเสริฐบริบูรณ์ ขณะนี้
เราเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว เราทำสิ่งต่างๆ
ด้วยความลังเลใจ เราทำสิ่งต่างๆ ด้วยอัตรา
เราไม่เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่จัดทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดนี้
เพื่อความเพลิดเพลิน และเพื่อประสบการณ์ของเรา
เราแบ่งแยกบาปและบุญ เราถือทุกอย่างเป็นเรื่องสำคัญใหญ่โต
แล้วก็ตัดสินตัวเองและคนอื่นไปตามนั้น
เราทุกข์ทรมานจากการตั้งข้อจำกัดของตัวเอง
ว่าพระเจ้าควรจะทำอะไร เข้าใจไหม?
ที่จริงแล้วพระเจ้าอยู่ภายในตัวเราและเราจำกัดพระองค์ไว้
เราอยากเล่น อยากจะสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่เราไม่รู้ว่าจะทำอะไร
เราจึงได้แต่พูดกับคนอื่นว่า "อา!
เธอไม่ควรจะทำอย่างนั้นนะ " และก็พูดกับตัวเองว่า
"ฉันไม่ควรจะทำอย่างนั้น ฉันต้องไม่ทำอย่างนั้น
ฉันต้องไม่ทำอย่างนี้ แล้วฉันควรจะเป็นมังสวิรัติไปทำไมกัน? นั่นแหละ !
ฉันก็รู้อย่างนั้น แต่ฉันเป็นมังสวิรัติเพราะว่าพระเจ้าภายในตัวฉันต้องการแบบนั้น"
~ อนุตราจารย์ชิงไห่~ |
| |
|
"เวลาที่เรามีความบริสุทธิ์ในการกระทำ คำพูด
และความคิดของเรา แม้เพียงชั่ววินาทีเดียว บรรดาเทพเจ้า
พระเจ้า และเทวดาอารักษ์ทั้งมวลก็จะสนับสนุนเรา ในเวลานั้น
ทั้งจักรวาลจะเป็นของเราและสนับสนุนเราและบัลลังก์ก็จะอยู่ตรงนั้นให้เราได้ขึ้นครอง"
~
อนุตราจารย์ชิงไห่~ |
| |
|
|
|
|
| |
|
เพราะ เรากลายเป็นหนึ่งกับพระเจ้า อย่างไรนั้นไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้
ในระหว่างเวลาถ่ายทอด เรา 2 คนเพียงนั่งในความเงียบ
ในขณะที่การถ่ายทอดถูกกระทำจากจิตสู่จิต พระเจ้าคุยกับพระเจ้าภายในเรา
และไร้ที่สำหรับคำพูด เราพูดจริงก่อนนั้น แต่เพียงจะบอกเธอว่า
เธอควรนั่งอย่างไร ว่ามันไม่สำคัญว่า
เธอนั่งขัดสมาธิหรือไม่ในขณะอยู่ในการทำสมาธิ
และวิธีผ่อนคลายและว่าจะรวบรวมความคิดของเธอไว้ที่ไหน
ดังนั้นเธอจึงเห็นพระเจ้าและสื่อสารกับพระองค์ได้
เหล่านี้เป็นเพียงคำสอนทางวาจา ต่อมา เมื่อการประทับจิตจริงเกิดขึ้น
ไม่มีใครพูดสักคำ เช่นนี้คือการประทับจิต การถ่ายทอดจิตสู่จิต และ
การถ่ายทอดเหนือคำสอน มันถูกเรียกว่าเช่นนั้นเพราะมันไม่สามารถพบได้ในคำสอน
เรามีพระเจ้าและพุทธะภายในเราจากตอนแรกทีเดียว
ดังนั้นใครมีสิทธิ์สอนพุทธะหรือพระเจ้าว่าจะทำอะไร?
มันเป็นไปได้เฉพาะหลังจากตัวตนเดิมของเราตื่น
นี่เหมือนเอาเทียน 2 เล่ม
เล่มหนึ่งจุดแล้ว พอเราแตะเทียนอีกเล่มหนึ่งกับเล่มนี้
มันก็เป็นประกายแจ่มใสด้วย คุณภาพของแสงแฝงอยู่เดิมในเทียน
มันเพียงต้องการใครคนหนึ่งจุดมัน วิธีปฏิบัตินี้ไม่ต้องการคำพูดหรือคำสอน
ไม่สำคัญว่าเธอพูดเกี่ยวกับมันหรือขอมันนับร้อยปีอย่างไรก็ตาม
มันยังจะไม่เป็นประกายแจ่มใส |
|
|
|
~
อนุตราจารย์ชิงไห่~ |
| |
|
|
| |
| |
วิถีสะดวก |
| |
|
ผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ของการประทับจิตได้
ท่านอนุตราจารย์ชิงไห่จะสอน "วิถีสะดวก" ให้
ข้อปฏิบัติวิถีสะดวกนี้คือ พยายามฝึกทานมังสวิรัติตามเวลาสะดวก
(ท่านมังสวิรัติตามเวลาสะดวกนั้น อาหารต้องไม่เจือปนเนื้อสัตว์
ไม่ใช่การเขี่ยเนื้อสัตว์ออก) เพียงแต่สะดวกทานวันไหนก็ทานวันนั้น
ไม่บังคับว่าต้องทานมังสวิรัติตลอดทุกวัน |
| |
|
|
| |
ประโยชน์ของการทานมังสวิรัติ |
| |